22 Aug 2015
CT Scan MRI Thailand

5 ความแตกต่างระหว่างการตรวจ CT และ MRI ที่คุณอาจไม่เคยรู้

บทความโดย นพ.สันติ สิลัยรัตน์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล

ในปัจจุบันการตรวจค้นหาความผิดปกติของอวัยวะภายในต่าง ๆ มีความก้าวหน้ามากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงการถ่ายภาพรังสีแบบธรรมดา (conventional radiography) มาเป็นการถ่ายภาพแบบดิจิตอล ที่สามารถนำเอาภาพที่ได้มาทำการปรับให้มีความเหมาะสมสำหรับการอ่านและแปลผลให้ง่ายและวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และเทคโนโลยีการตรวจในปัจจุบันที่มีการใช้แพร่หลายและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้แก่การตรวจ CT (computerized tomography) ​และ MRI (magnetic resonance imaging) หลายคนอาจไม่ทราบว่า การตรวจสองวิธีนี้ แม้จะมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญและน่ารู้อยู่หลายประการ ได้แก่

1. CT scan ต้องใช้รังสี แต่ MRI ไม่ใช้รังสี การตรวจ CT scan ใช้วิธีการปล่อยลำแสง x-ray ผ่านลำตัวผู้รับการตรวจเพื่อให้เกิดเงาภาพบนฉากที่รอรับลำแสงที่อยู่อีกด้านหนึ่งของลำตัว ในขณะที่ MRI ใช้วิธีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวผู้รับการตรวจ และคอยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของพลังงานในสนามแม่เหล็กนั้น โดยไม่มีการใช้ลำแสง x-ray การสัมผัสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าว ในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีผลกระทบกับสุขภาพ ดังนั้นการตรวจ MRI จึงถือได้ว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการตรวจ CT

2. ​MRI เหมาะกับการตรวจเนื้อเยื่ออ่อน แต่ CT เหมาะกับการตรวจกระดูก ด้วยเหตุที่การตรวจ MRI อาศัยการตรวจจับการเคลื่อนที่ของโปรตอนของน้ำ ในระหว่างที่อยู่กลางสนามแม่เหล็ก ดังนั้นอวัยวะที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก เช่น เนื้อเยื่ออ่อน กล้ามเนื้อ หลอดเลือด สมอง ฯลฯ ก็จะสร้างสัญญาณให้ตรวจจับได้ดี ในขณะที่กระดูกซึ่งแทบจะไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบเลย จะไม่สามารถสร้างสัญญาณให้ตรวจจับโดยเครื่อง MRI ได้ ดังนั้น หากต้องการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับกระดูก การเลือกตรวจด้วย CT scan น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า

3. CT ใช้เวลาในการตรวจสั้นมาก เครื่องตรวจ CT อาศัยการปล่อยลำแสงผ่านลำตัวผู้ตรวจไปพร้อม ๆ กับการหมุนรอบตัวผู้รับการตรวจไปด้วย ระยะเวลาที่ใช้ในการหมุนให้ครบรอบนั้น กินเวลาเพียง 1-2 วินาทีเท่านั้น ก็ได้ภาพรอบด้านของบริเวณนั้น ดังนั้น ระยะเวลารวมที่ต้องใช้ในการตรวจ CT จึงมักจะไม่เกิน 10-15 นาที ในขณะที่การตรวจด้วย MRI ต้องใช้เวลานานมากกว่า ซึ่งในบางครั้งอาจนานถึง 1 ชั่วโมงได้ และอาจสร้างปัญหาให้กับผู้เข้ารับการตรวจบางรายที่กลัวการอยู่ในที่แคบ (claustrophobia)

4. สารเพิ่มความชัดของภาพ (contrast media) ที่ใช้แตกต่างกัน สำหรับการตรวจ CT สารทึบแสงที่ใช้เพื่อเพิ่มความชัดเจนของภาพ มักจะเป็นชนิดที่มีส่วนประกอบของ iodine และมีโอกาสทำให้เกิดพิษกับไตได้ จึงต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากทำการตรวจ CT scan ในผู้ป่วยที่มีโรคไตอยู่ก่อนแล้ว ส่วนการตรวจ MRI นั้น สารเพิ่มความชัดของภาพ ไม่มีส่วนของ iodine เป็นส่วนประกอบ จึงไม่ทำให้เกิดพิษกับไต อย่างไรก็ตาม สาร Gadolinium ที่ใช้ในการตรวจ MRI นั้น อาจทำให้เกิดความผิดปกติของผิวหนังในระยะยาวได้ ซึ่งเรียกว่า nephrogenic systemic fibrosis โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีการทำการของไต ที่วัดด้วยค่า glomerular filtration rate (GFR) น้อยกว่า 30 มล./นาที

5. โลหะเป็นของต้องห้ามสำหรับ MRI ด้วยเหตุที่การตรวจ MRI ผู้รับการตรวจจะต้องเข้าไปอยู่ในสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ ดังนั้น หากมีโลหะทั้งภายในและภายนอกร่างกาย เข้าไปอยู่ในสนามแม่เหล็กนั้นด้วย ก็อาจจะเกิดการเคลื่อนที่ และเป็นอันตรายได้ ดังนั้นโดยมากแล้ว การมีเครื่องมือทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นโลหะในร่างกาย มักจะเป็นข้อห้ามสำหรับการตรวจ MRI ส่วนการตรวจ CT scan นั้น สามารถทำการตรวจในผู้รับการตรวจที่มีโลหะได้ เพียงแต่ภาพที่ได้อาจมีความเบลออยู่บ้าง เนื่องจากโลหะมักจะทึบและลำแสง x-ray ผ่านไม่ได้จึงมักปรากฎเงาบริเวณใกล้ ๆ กับโลหะเหล่านี้ได้

Comments

  • สุวพิชญ์ กฤติณภัทร (0816142686)
    10 June 2018 Reply

    ขอบคุณมากๆเลยค่ะสำหรับความรู้เรื่องนี้ค่ะ เพราะเป็นผู้ป่วยคนนึงที่ประสบปัญหากับการทำCTSCAN แล้วเอาผลไปผ่าตัด โดยที่ไม่ได้ทำ MRI ทั้งที่แพทย์ระบุเองว่าเป็นเนื้องอก มีผลทำให้กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตค่ะ

Leave a Comment