30 Sep 2015
อาการปวดศีรษะที่เป็นภาวะฉุกเฉินในเด็ก

อาการปวดศีรษะที่เป็นภาวะฉุกเฉินในเด็ก

นพ.สันติ สิลัยรัตน์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นในเด็กและวัยรุ่น เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยไม่แพ้ในกลุ่มผู้ใหญ่ และถึงแม้ว่าสาเหตุของอาการปวดศีรษะในเด็กส่วนใหญ่ ก็มักจะไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่การที่ต้องเห็นลูกหลานในความดูแลมีอาการเจ็บปวด โดยเฉพาะในบริเวณใกล้สมอง ก็ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครองอยู่ไม่น้อย และหลายครั้งอาจทำให้ต้องพาเด็กมาเข้ารับการตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินเลยทีเดียว

สาเหตุของอาการปวดศีรษะในเด็ก สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ นั่นคือ

  • อาการปวดศีรษะที่มีต้นเหตุจากในสมองเอง (primary headache) เช่น อาการปวดศีรษะจากความเครียด (tension-type headache) อาการปวดศีรษะไมเกรน (migraine headache) เป็นต้น
  • อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากสาเหตุจำเพาะ (secondary headache) เช่น การติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง ก้อนเนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง เป็นต้น

โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กที่มีอาการปวดศีรษะ ก็มักจะมีสาเหตุมาจากโรคในกลุ่ม primary headache ที่โดยมากจะสามารถดีขึ้นได้เองหรือดีขึ้นได้ด้วยการรักษาตามอาการที่มี ส่วน secondary headche นั้นจะพบได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการปวดศีรษะที่เกิดจากโรคในกลุ่ม secondary headache นั้นมีความสำคัญและในบางครั้งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นเราจึงทำความรู้จักโรคเหล่านี้และสังเกตอาการของเด็กเพื่อที่จะสามารถทำการตรวจเพิ่มเติมได้รวดเร็วและทันเวลา โรคเหล่านี้ได้แก่

การติดเชื้อในสมอง (central nervous system infection) โดยมากแล้วเมื่อเกิดการติดเชื้อในสมอง นอกจากอาการปวดศีรษะแล้ว ยังอาจพบการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวของเด็กได้ด้วย เช่น มีอาการซึมลงปลุกตื่นยาก หรือมีอาการสับสน หรือมีอาการชัก เป็นต้น การติดเชื้อในสมองของกลุ่มผู้ป่วยเด็ก เป็นได้จากเชื้อหลายชนิดทั้งในกลุ่มไวรัสและแบคทีเรีย โดยมากแล้วการค้นหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ มักต้องอาศัยการเก็บตัวอย่างของเหลวในช่องไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) มาทำการตรวจหรือเพาะเชื้อ

เนื้องอกในสมอง (brain tumor) เด็กที่มีอาการปวดศีรษะจากเนื้องอกในสมอง มักจะมีอาการอยู่นานเรื้อรัง และมีแนวโน้มที่จะปวดรุนแรงหรือมีความถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการขยายขนาดของก้อนเนื้อในสมอง นอกจากนี้เด็กยังอาจมีอาการผิดปกติอื่นทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น การมองเห็นผิดปกติ เดินเซ อาเจียน หรือมีการเคลื่อนไหวของลูกตาผิดปกติ เป็นต้น

ภาวะเลือดออกในสมอง (intracranial hemorrhage) โดยอาจเกิดขึ้นจากการประสบอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการกระทบกระแทกบริเวณศีรษะ ทำให้มีเลือดคั่งในชั้นเยื่อหุ้มสมอง หรือเกิดขึ้นเองเนื่องจากมีความผิดปกติของหลอดเลือดที่อยู่ในสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (cerebral aneurysm) ส่วนใหญ่การมีเลือดออกในสมองมักทำให้ความดันภายในกระโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงมักจะมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ของการมีความดันเพิ่มสูงนอกเหนือไปจากอาการปวดศีรษะ เช่น คลื่นไส้อาเจียน ระดับความรู้สึกตัวลดลง หรือมีอาการชัก

ภาวะความดันโลหิตเพิ่มสูงวิกฤต (hypertensive crisis) โรคหลอดเลือดในไตผิดปกติ หรือโรคทางต่อมไร้ท่อบางชนิด มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นมากได้ และหากเพิ่มสูงรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือดในสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือมีเลือดไหลเวียนในสมองลดลงจนมีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวได้ (hypertensive encephalopathy)

ในส่วนของการตรวจประเมินผู้ป่วยเพื่อค้นหาสาเหตุนั้น ก็จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติเกี่ยวกับลักษณะอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้น รวมไปถึงอาการร่วมอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยอาจจะมีร่วมด้วย จากนั้นจึงทำการตรวจร่างกายและการตรวจทางระบบประสาทอย่างละเอียดเพื่อค้นหาความผิดปกติที่สำคัญเช่น การเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว ความผิดปกติที่บริเวณฐานลูกตา (eye fundus) ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวลูกตาและกล้ามเนื้ออื่น ๆ เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลต่าง ๆ จากประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกส่งตรวจเพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่แล้ว ลักษณะอาการที่มักจะทำให้ต้องทำการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • เป็นอาการปวดที่คงอยู่เรื้อรังและรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • เป็นอาการปวดครั้งแรกแต่มีความรุนแรงมาก
  • พบร่วมกับความผิดปกติทางระบประสาทอื่น ๆ
  • มีลักษณะผิดปกติที่ตรวจพบได้บนผิวหนัง ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับโรคของระบบประสาท
  • พบในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี และไม่ปรากฎเหตุอื่นใดที่ชัดเจน

การตรวจเพิ่มเติมสำหรับกรณีสงสัยโรคในสมองที่เป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะ ก็ได้แก่ การถ่ายภาพของระบบประสาท (neuroimaging) ได้แก่ การตรวจ CT scan สมอง และการตรวจ MRI โดย CT scan นั้นมีข้อดีคือ สามารถทำการตรวจได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาน้อย เหมาะสำหรับการตรวจในภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่ MRI นั้นมีข้อดีในแง่ของความละเอียดของภาพและข้อมูลที่ได้จากการตรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นก้อนหรือหลอดเลือดในสมองที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังอาจจะมีการตรวจอื่น ๆ เช่น การเก็บของเหลวในช่องไขสันหลัง การตรวจเลือด และการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุ วินิจฉัย และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยต่อไป

Leave a Comment