06 Oct 2015

ปัจจุบันนี้ MRI สามารถใช้ตรวจหามะเร็งเต้านมได้แล้ว

การสแกนเต้านมด้วยเครื่อง MRI

ส่วนใหญ่แล้วการสแกนบริเวณเต้านมนั้น มักจะให้ผู้เข้ารับบริการนอนคว่ำหน้า โดยให้ตำแหน่งของเต้านมนั้นพอดีกับช่องว่างของเตียง ส่วนมากมักจะต้องมีการฉีดสี (Contrast) เข้าทางเส้นเลือดดำบริเวณแขนก่อน เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างบริเวณที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งบางครั้งความผิดปกตินั้นอาจอยู่ในระยะเริ่มต้น หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการทำเมมโมแกรมค่ะ ดังนั้นสำหรับคนไข้บางกลุ่มแพทย์จึงแนะนำให้ผู้เข้ารับการตรวจทำ MRI ร่วมกับแมมโมแกรม เพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำยิ่งขึ้นค่ะ

ข้อบ่งชี้

สำหรับผู้ที่ควรเข้ารับการสแกนเต้านมด้วยเครื่อง MRI มีดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีความผิดปกติของยีน BRCA1 และ BRCA2 (Breast Cancer Susceptibility gene 1 และ 2) ตามปกติยีนเหล่านี้จะมีหน้าที่ควบคุมการเจริญของเซลล์ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ขาดหาย หรือการผ่าเหล่าของยีน BRCA1 จะเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ สำหรับการผ่าเหล่าของยีน BRCA2 อาจเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งถุงน้ำดี ท่อน้ำดี มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งของเซลล์ผลิตเม็ดสีได้
  2. ผู้ที่มีญาติใกล้ชิดสายตรง (มารดา, บุตรสาว, พี่สาว หรือน้องสาว) มีประวัติป่วยเป็นมะเร็งเต้านม โดยที่มีอย่างน้อย 1 คนเป็นโรคเมื่ออายุน้อยกว่า 50 ปี ซึ่งคาดว่าอาจได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่มีความผิดปกติ
  3. ผู้ที่เคยได้รับการฉายรังสีปริมาณสูง (ทั้งเพื่อการตรวจและการรักษา) ที่บริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุยังน้อย
  4. ผู้ที่ตรวจเมมโมแกรมแล้วพบว่ามีความผิดปกติ และต้องการตรวจเสริมเพิ่มเติม
  5. กรณีผู้เข้ารับการตรวจอายุยังน้อยจะมีความหนาแน่นของหน้าอกมาก การตรวจเมมโมแกรมธรรมดาอาจมองไม่เห็น (มักใช้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากรรมพันธุ์)
  6. ผู้ที่ทำการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมทรวงอกมา และต้องการตรวจดูความสมบูรณ์ของซิลิโคนที่เสริมไว้
  7. กรณีที่สงสัยว่าผู้เข้ารับการตรวจอาจมีก้อนเนื้อมะเร็งกระจายเป็นหย่อมๆที่ตำแหน่งอื่นๆอีก

Leave a Comment