06 Dec 2015

เรื่องน่ารู้ของโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Ostoearthritis) และวิธีการรักษา

ข้อเข่าเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ประกอบด้วยกระดูก 3 ส่วน ได้แก่ กระดูกต้นขา (Femur) เป็นกระดูกส่วนบนของเข่า, กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) เป็นกระดูกส่วนล่างของเข่า, และกระดูกสะบ้า (Patella) อยู่ส่วนหน้าของเข่า ช่วงระหว่างปลายกระดูกหน้าแข้งและปลายกระดูกต้นขาจะมีกระดูกอ่อนผิวข้อ (cartilage) หุ้มอยู่ ช่วยทำหน้าที่ในการรับและถ่ายทอดน้ำหนักจากปลายกระดูกข้อหนึ่งไปยังอีกข้อหนึ่ง ทำให้เราเคลื่อนไหวได้นั่นเองค่ะ

การเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมจะเกิดบริเวณผิวกระดูกอ่อนของข้อเป็นหลัก เนื่องจากเป็นจุดที่ต้องคอยรับน้ำหนักมากที่สุดจึงเสื่อมสภาพได้ง่ายที่สุด สำหรับปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น พันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มาก (ค่า BMI เกิน 25) , อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป, ในเพศหญิงจะมีความรุนแรงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่าเนื่องจากเมื่ออายุมากจะเกิดภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นตัวป้องกันความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ, การได้รับบาดเจ็บของข้อ และการลักษณะการใช้งานของข้อเข่าที่ต้องกระทำซ้ำๆติดต่อกันทุกวัน เป็นต้น

เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพและมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่าจะทำให้เกิดการเจ็บปวด หรือมีเสียงดังในข้อเมื่อเคลื่อนไหว ข้ออุ่น ข้อฝืดแข็ง หากข้อเข้ามีอาการอักเสบร่วมด้วยจะทำให้เกิดอาการบวม ตึง และปวดข้อเข้า เมื่อปล่อยไว้นานหรือมีการเสื่อมมากขึ้น ข้อเข่าจะโก่งงอ มีขนาดใหญ่ขึ้น รู้สึกปวดเข้าทุกครั้งที่เคลื่อนไหว สำหรับท่านที่หลีกเลี่ยงการเดินจะทำให้กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อติด เหยียดเท้าได้ไม่สุด และถ้ายังคงไม่มีการชะลอความเสื่อมก็จะเกิดความพิการในที่สุดค่ะ

ขั้นตอนการวินิจฉัยโรค แพทย์จะใช้วิธีการดูตรงตำแหน่งที่มีอาการปวด บวม แดง ร้อนและกดเจ็บ, จับคลำ และสังเกตความหนาของเยื่อบุข้อ การตรวจน้ำไขข้อ และเอกซ์เรย์ สำหรับการตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ จะเป็นการตรวจเสริมเพื่อช่วยให้เห็นส่วนประกอบต่างๆภายในข้อได้อย่างชัดเจน และบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีการบาดเจ็บต่อส่วนประกอบเหล่านั้นอย่างไรบ้าง

การรักษาเบื้องต้นที่สำคัญได้แก่ กินยาแก้ปวดเช่น ยาพาราเซตามอล หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวดเช่น การนั่งยองๆ คุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อข้อมากๆ การใช้เครื่องช่วยเดินในการเดิน เช่นไม้ค้ำยัน ไม้เท้า ลดน้ำหนักตัว การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง กรณีที่ยาพาราเซตามอลไม่ได้ผลจะใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (เอ็นเสด/NSAIDs)แทน หรือการฉีดยาเข้าข้อเข่าได้แก่ ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบระยะเฉียบพลัน, ฉีดยาปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคข้อเสื่อม (Disease Modifying Osteoarthritis Drug) เช่น กรดไฮยาลูโรนิค เป็นต้น ในรายที่มีอาการข้อเสื่อมปานกลาง อาจรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดรอบๆข้อเพื่อจัดแนวกระดูกขาใหม่ (Realignment Osteotomy) กรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ข้อเสื่อมรุนแรง มีการผิดรูปของข้อมาก หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ต้องใช้วิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมค่ะ

Leave a Comment