08 Feb 2016
มะเร็งเต้านม

การตรวจ MRI ของเต้านมในผู้ป่วยที่ผ่าตัดแล้ว

อ.นพ.สันติ สิลัยรัตน์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านการผ่าตัดเต้านมได้รับการพัฒนาไปมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จึงมีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดเต้านมด้วยเหตุผลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง การผ่าตัดสร้างเต้านมขึ้นใหม่ หรือแม้แต่การผ่าตัดเพื่อสร้างความสวยงาม การผ่าตัดเหล่านี้มีผลทำให้โครงสร้างตามธรรมชาติของเต้านมเปลี่ยนไป และเมื่อผู้ที่เคยรับการผ่าตัดเหล่านี้ต้องทำการตรวจทางรังสีวินิจฉัยโรคเต้านม จะเกิดผล กระทบอะไรบ้าง และมีแนวทางในการตรวจวินิจฉัยด้วย MRI ที่เปลี่ยนไปอย่างไร มาติดตามกัน

การผ่าตัดเต้านมในปัจจุบันนั้นมีอยู่หลายรูปแบบได้แก่ การผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออก (mastectomy) การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างเต้านมโดยใช้เนื้อเยื่อตนเอง (autologous reconstruction) และการผ่าตัดเสริมเต้านมด้วย วัสดุเทียม (breast implants) เป็นต้น ซึ่งการผ่าตัดแต่ละชนิดนั้นมีผลทำให้โครงสร้างของเต้านมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และเมื่อทำการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยาเช่นการตรวจด้วยวิธี magnetic resonance imaging (MRI) ก็จะทำให้ภาพที่ได้จากการตรวจเปลี่ยนไปจากปกติด้วย ดังนั้นในการตรวจวินิจฉัยและค้นหาความผิดปกติของเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดมะเร็งเต้านม แพทย์ผู้ให้การวินิจฉัยจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไว้ด้วย

การผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออก ปัจจุบันการผ่าตัดแบบที่เป็นการตัดเนื้อเต้านม หัวนม และผิวหนังโดยรอบออกทั้งหมด (mastectomy และ modified radical mastectomy) ยังคงมีใช้กันอยู่แม้จะลดลงไปมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีการผ่าตัดที่พยายามรักษาส่วนหัวนมหรือผิวหนังรอบ ๆ ไว้ (nipple-sparing และ skin-sparing mastectomy) มากขึ้น การพยายามรักษาผิวหนังเอาไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความหนามากกว่า 5 มม. มักจะมีเนื้อเยื่อเต้านมบางส่วนติดอยู่ และจะสามารถตรวจพบได้จาก MRI ที่บริเวณใต้ผิวหนังส่วนที่เก็บไว้ เนื้อเยื่อส่วนนี้จะต้องมีการติดตามดูการเปลี่ยนแปลงและเฝ้าระวังต่อไปเป็นระยะ ๆ เนื่องจากมีโอกาสที่จะกลับมะเร็งซ้ำได้ สำหรับกรณีที่เป็นการผ่าตัดที่เก็บส่วนหัวนมไว้ บริเวณหัวนมจะมีเนื้อเยื่อเต้านมอยู่ใกล้ผิวหนังมาก และมีโอกาสที่จะมีโรคแอบซ่อนอยู่ในบริเวณนี้ได้ ดังนั้น หากวางแผนการผ่าตัดลักษณะนี้ อาจจะต้องทำการตรวจ MRI ก่อนการผ่าตัด (preoperative MR imaging) เพื่อยืนยันให้แน่ชัดก่อน

การผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่โดยใช้เนื้อเยื่อตนเอง โดยมากมักเป็นการโยกเอากล้ามเนื้อท้อง (เรียกว่า transverse rectus abdominis myocutaneous หรือ TRAM flaps) หรือเนื้อเยื่อไขมัน (autologous fat grafting) เข้ามาสร้างเป็นเนื้อเต้านมใหม่ ซึ่งกรณีที่เป็นการผ่าตัดโยกกล้ามเนื้อท้องมาสร้าง จะเห็นกลุ่มเนื้อเยื่อกล้ามเนื้ออยู่ภายในเต้านม และมีเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อนี้ต่อมาจากส่วนของช่องท้อง กล้ามเนื้อเหล่านี้มักจะค่อนข้างลีบและมีไขมันเข้ามาสะสมมากกว่ากล้ามเนื้อทั่วไป เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้เพื่อการเคลื่อนไหวแล้ว ส่วนกรณีที่เป็นการผ่าตัดโยกเนื้อเยื่อไขมันมาสร้าง จะพบมีลักษณะเป็นถุงเล็ก ๆ ที่ภายในเป็นไขมัน (oil cysts) กระจายอยู่ข้างใน เนื่องจากหลังการผ่าตัดย้ายที่ เซลล์ไขมันบางส่วนจะตายและสลายไป คงเหลือแต่ไขมันที่ล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นจนหยุดไปภายในเวลา 6-12 เดือน ดังนั้น หากตรวจพบความ ผิดปกติของเต้านมหลังการผ่าตัดไปแล้วมากกว่า 12 เดือน อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาว่าเป็นมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำหรือไม่ หากมีการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งในทั้งสองวิธี จะพบว่ามีเนื้อเยื่อผิดปกติเกิดขึ้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างผิวหนังหรือเนื่อเยื่อเต้านมเดิมที่เหลืออยู่ กับเนื้อเยื่อใหม่ที่โยกย้ายเข้าไปแทน

การผ่าตัดเต้านมเพื่อเสริมความงาม โดยมากมักเป็นการเสริมโดยการฝังถุงซิลิโคนชนิดเจลเข้าไปโดยไม่ได้มีการนำเอาเนื้อเยื่อเต้านมที่มีอยู่แล้วออกไป โดยมักจะฝังไว้ที่บริเวณเนื้อเยื่อไขมันใต้ส่วนของเนื้อเต้านม เมื่อทำการตรวจ MRI จะพบถุงซิลิโคนนี้อยู่ระหว่างเต้านมและกล้ามเนื้อหน้าอก ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดเต้านมชนิดนี้ควรเข้ารับการตรวจ MRI หลังจากผ่าตัดแล้ว 3 ปี และหลังจากนั้นทุก ๆ 2 ปี เพื่อตรวจหาร่องรอยการรั่วของถุง ซิลิโคนที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไป เพราะเมื่อมีการรั่วเกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการ สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ทำการผ่าตัดแล้ว และใช้ถุงซิลิโคนเสริมเต้านมแทน ควรต้องทำการตรวจหาการกลับเป็นซ้ำเช่น เดียวกันกับการสร้างเต้านมใหม่ด้วยวิธีการอื่น ๆ

โดยสรุปแล้ว หลังจากการผ่าตัดเต้านม ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด ก็จะทำให้โครงสร้างของเต้านมเปลี่ยนไป จากเดิม การตรวจ MRI เพื่อค้นหาความผิดปกติโดยเฉพาะการเป็นมะเร็งซ้ำ จะต้องอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถค้นหาความผิดปกติเช่นที่บริเวณใต้ผิวหนัง หรือรอยต่อระหว่างเนื้อเยื่อเดิมกับเนื้อเยื่อใหม่ได้ง่ายขึ้น และมีให้การวินิจฉัยที่แม่นยำมากขึ้นได้

Leave a Comment