20 Mar 2016
img-compassion-fatigue

อาการ “หมดแรงสงสาร”

นพ.สันติ สิลัยรัตน์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

มนุษย์เราทุกคนในช่วงที่กำลังมีอาการจากความเจ็บป่วย มักต้องการความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจจากบุคคลรอบข้างอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะคาดหวังความเข้าใจหรือเห็นอกเห็นใจนี้จากคนรักหรือคนในครอบครัว แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะถูกคาดหวังว่าจะต้องมีความรู้สึกนี้ให้กับคนที่กำลังป่วยอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งได้แก่ แพทย์ และ พยาบาล

โดยทั่วไปแล้ว คนที่ตัดสินใจเลือกมาทำงานเพื่อรักษาผู้ป่วยในฐานะแพทย์และพยาบาล มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีนิสัยขี้สงสาร เห็นใจ อยากช่วยเหลือให้คนอื่นที่มีความทุกข์ หลุดพ้นจากความทุกข์นั้นอยู่แล้ว และมักจะมีความรู้สึกพึงพอใจ ภูมิใจ สุขใจเมื่อสามารถช่วยให้ทุกข์ของคนอื่น ผ่อนคลายเบาบางลง (มีคำกล่าวของชาวตะวันตก เกี่ยวกับการทำงานแบบนี้ด้วยว่า “Medical and nursing practice is not just we do; it’s who we are” คือ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำเพราะเป็นหน้าที่ แต่ทำเพราะมันคือความเป็นตัวตนของเรานั่นเอง

เหตุที่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนี้ มีติดตัวอยู่กับคนที่ทำอาชีพนี้อยู่ตลอดเวลา และไม่หายไปไหนแม้จะไม่ได้อยู่ในเวลาทำงานแล้ว ดังนั้นเมื่อเวลาที่ประสบกับเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสงสารอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็ช่วยได้ บางครั้งก็ช่วยไม่ได้ หลายครั้งความรู้สึกเหล่านี้ก็ถาโถมจนทำให้ความรู้สึกพึงพอใจ ภูมิใจที่ได้ช่วยผู้อื่นที่เคยรู้สึก กลับลดน้อยถอยลง ไม่สนุกเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นความเหนื่อยล้าในจิตใจ และมีกำลังใจลดลง อาการนี้ทางการแพทย์เรียกว่าอาการ “หมดแรงสงสาร (compassion fatigue)” นั่นเอง

บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังมีความรู้สึกหมดแรงสงสาร จะมีความสุขจากการทำงานลดลง และยิ่งถ้าต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่บีบคั้น เช่น ต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้หยุดพัก กำลังคนไม่พอกับปริมาณงาน หรือผู้ร่วมงานไม่เป็นใจ จะยิ่งทวีความรู้สึกเบื่อหน่ายมากขึ้น ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่เคยมี อาจหดหายไปกลายเป็นความเบื่อหน่าย รำคาญหรือแม้แต่ชิงชังรังเกียจ

ใครและสถานการณ์ใดบ้างที่เสี่ยงต่ออาการหมดแรงสงสาร? บุคลากรที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีโอกาสเสียชีวิตสูง เช่น บุคลากรในหอผู้ป่วยระยะวิกฤต ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีโอกาสจะเกิดอาการนี้ได้มาก และยิ่งถ้าผู้ป่วยที่กำลังดูแลอยู่ มีลักษณะบางอย่างหรือหลายอย่างคล้ายกับคนในครอบครัวหรือคนที่สำคัญ โอกาสเกิดการนี้จะยิ่งทวีคูณ นอกจากนี้การทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงหยุดพัก โดยเฉพาะไม่มีเวลาที่จะสร้างความสุขหรือพัฒนาสุขภาพให้กับตนเอง ก็จะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดอาการหมดแรงสงสารขึ้นได้เช่นกัน

หากเกิดภาวะนี้ขึ้นแล้ว จะมีอาการอย่างไรบ้าง? บุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอาการหมดแรงสงสาร จะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายต่องานที่ทำ รู้สึกไม่ผูกพันใกล้ชิดกับผู้ร่วมงานหรือผู้ป่วย บางครั้งอาจมีอาการหงุดหงิดรำคาญง่ายกว่าที่เคย และรู้สึกไม่ภูมิใจที่ได้ทำงานเหมือนอย่างเคยรู้สึก บางคนอาจสังเกตได้ว่านอนหลับได้ยากขึ้น หลงลืมง่าย ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือมีอาการทางกายตามมาเช่น ปวดศีรษะหรือปวดหลัง เป็นต้น

คนที่เกิดอาการหมดแรงสงสารแล้ว จะกลายเป็นคนเย็นชาหรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่ คนที่เกิดอาการ จะยังคงรู้สึกสงสารและเห็นใจคนอื่นอยู่เช่นเดิม เพียงแต่อาจจะไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะเข้าไปช่วยเหมือนอย่างที่เคยทำ บางครั้ง การไม่ได้เข้าไปช่วย อาจจะยิ่งทำให้รู้สึกหมดแรงยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

จะป้องกันหรือแก้ไขอาการนี้ได้อย่างไร? มีวิธีการจัดการเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอาการหมดแรงสงสารได้หลายวิธี และควรนำมาใช้ร่วมกัน ได้แก่

  • รู้จักขีดจำกัดของตนเอง พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องฝืนใจหรือไม่สะดวกใจ เช่น การให้ข้อมูลบางอย่างที่ควรต้องเก็บเป็นความลับ ทำงานให้ผู้อื่นทั้งที่ไม่รู้สึกอยากทำ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่มีบุคลิกก้าวร้าวหรือหยาบคายเป็นต้น
  • ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองและเห็นอกเห็นใจตนเองก่อน ผู้ที่จะสามารถส่งต่อความรู้สึกมีความสุข หรือผ่อนคลายความทุกข์ให้ผู้อื่น จะต้องเป็นผู้มีความสุขเสียก่อน ดังนั้นจึงต้องมีช่วงเวลาที่สามารถได้หยุดพัก ให้เวลากับตนเอง ทำในกิจกรรมที่ชอบ และรู้สึกสุขสบายใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำงานต่อได้
  • หมั่นทบทวนความรู้สึกของตนเองที่เกิดขึ้น และรู้ปฏิกิริยาของตนเองต่อบางสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถจัดการกับความรู้สึกนั้นได้ง่ายขึ้น หรือสามารถหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนั้นได้ในอนาคต

บุคลากรทางการแพทย์ เป็นบุคลากรที่มักจะถูกคาดหวังในเรื่องต่าง ๆ เอาไว้มากในฐานะเป็นผู้รักษาหรือช่วยชีวิต บางครั้งจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคำว่า “ผิดหวัง” เกิดขึ้น การรู้จักจัดการกับความรู้สึกและผ่อนปรนกับตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้สามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีความสุขและภูมิใจในฐานะที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

Leave a Comment