20 Mar 2016
img-liver

มะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular carcinoma) รู้ไว รักษาได้

มะเร็งเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรงที่เจริญเติบโตโดยร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทั้งในเรื่องของขนาดและการทำงาน นอกจากนี้มะเร็งยังสามารถกระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้เช่น สมอง ต่อมน้ำเหลือง ตับ กระดูกเป็นต้น สำหรับบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับมะเร็งที่เกิดขึ้นที่ตับกันครับว่ามีแบบไหนบ้าง และมะเร็งเซลล์ตับมีวิธีการตรวจคัดกรองอย่างไร

สำหรับมะเร็งที่เกิดที่ตับสามารถแบ่งออกได้ 2 แบบตามต้นกำเนิด ถ้าเกิดขึ้นจากส่วนของเนื้อตับเอง จะเรียกว่า “มะเร็งตับปฐมภูมิ” ในกลุ่มนี้ที่พบบ่อยได้แก่ มะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio carcinoma) แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากอวัยวะอื่น แพร่กระจายมาที่ตับเราจะเรียกว่า“มะเร็งทุติยภูมิ” มะเร็งที่ชอบแพร่กระจายมายังตับได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

มะเร็งเซลล์ตับในประเทศไทยพบได้ร้อยละ 95 และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ แต่พบมากที่สุดภาคกลาง สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง, การรับประทานอาหารที่มีสารอะฟลาท๊อกซิน (Alfatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เป็นต้น เนื่องจากสารอะฟลาท๊อกซินนี้เองก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน นอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเซลล์ตับสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับการเฝ้าระวังและการค้นหามะเร็งเซลล์ตับ จะทำให้เราสามารถพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งมีผลต่อการรักษาที่หายขาดมากขึ้น ดังนั้นจึงได้มีการแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองหามะเร็งเซลล์ตับในคนไข้กลุ่มเสี่ยง
บุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองหาโรคมะเร็งเซลล์ตับได้แก่

  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังต่อไปนี้
    • ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี
    • ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี
  • ผู้ป่วยตับแข็ง
  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งตับ
  • ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

การตรวจคัดกรองนั้นสามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่ที่ง่ายๆคือการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สำคัญ ข้อมูลที่ละเอียดและถูกต้องมากเท่าไรการวินิจฉัยก็จะแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจทางรังสีวิทยาที่สามารถให้การวินิจฉัยได้ถูกต้องมากขึ้น รายละเอียดของแต่ละวิธีการมีดังต่อไปนี้

  1. การตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ Alfa-fetoprotein หรือเรียกย่อๆว่า AFP เป็นการตรวจจากเลือดที่ใช้เวลาไม่นาน ค่าปกติจะอยู่ในช่วง 10-20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร เราจะใช้ค่าที่มากกว่า 400 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในการวินิจฉัยมะเร็งเซลล์ตับ แต่ถ้าค่าที่ตรวจได้มากกว่า 100 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรแต่ไม่ถึง 400 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร สมควรได้รับการตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติมเช่น CT scan หรือ MRI เนื่องจากการตรวจหา AFP นั้นมีความจำเพาะและความไวในการตรวจหามะเร็งเซลล์ตับไม่สูงมากนัก
  2. การตรวจการตรวจอัลตราซาวนด์: Ultrasonography เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของเนื้อตับ หรือก้อนในเนื้อตับ ความไวในการตรวจพบมะเร็งอยู่ที่ประมานร้อยละ 71-78 ความจำเพาะอยู่ที่ร้อยละ 93 ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการตรวจ และคุณภาพของเครื่องอัลตราซาวด์
  3. การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือในภาษาทางการแพทย์เรียกว่า CT scan และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า MRI ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นเครื่องมือทางรังสีวิทยาที่ให้รายละเอียดและสามารถให้การวินิจฉัยก้อนขนาดเล็กๆในตับได้ดีกว่าการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ แต่สิ่งที่ตามมาด้วยก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ใช้เวลานานมากขึ้นในการตรวจ จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีเพื่อช่วยให้เห็นความผิดปกติได้ชัดเจน และมีความเสี่ยงต่อการแพ้สารทึบรังสี

การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา จะทำให้ได้ข้อมูลมากขึ้นทั้งชนิดของเซลล์มะเร็ง การแบ่งตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ในผู้ป่วยทุกราย ขึ้นอยู่กับความพร้อมและโรคประจำตัวของผู้ป่วยด้วย

เนื่องจากมะเร็งเซลล์ตับหากตรวจพบในระยะแรกๆ มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ จึงได้มีการกำหนดความถี่สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับของเซลล์ตับในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง ด้วยการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (AFP) และทำอัลตราซาวด์ ทุก 6 เดือน ถ้าปกติทั้ง 2 อย่างให้ตรวจติดตามทุก 6 เดือนต่อ แต่ถ้ามีผลของการตรวจไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจ CT-scan หรือ MRI เพิ่ม หรืออาจนัดตรวจติดตามถี่ขึ้น

เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถตรวจพบมะเร็งของเซลล์ตับได้เร็วขึ้น แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่เพียงแต่การตรวจคัดกรองเท่านั้นที่เป็นประโยชน์ แต่การป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การหลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารอะฟลาท๊อกซิน การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในเด็ก ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

Leave a Comment