30 Mar 2016
img-foot-heel

อาการปวดที่บริเวณส้นเท้า (Painful Heel)

นพ.สันติ สิลัยรัตน์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

อาการเจ็บปวดที่บริเวณส้นเท้าที่มักถูกเรียกว่า Painful heel นั้น หมายถึงอาการปวดที่เกิดขึ้นในบริเวณที่อยู่ลึกลงไปในบริเวณอุ้งเท้าที่ติดกับปุ่มของกระดูกส้นเท้า (สำหรับแพทย์คือ ส่วน Anteromedial prominence ของ tuberosity ของกระดูก calcaneus)

อาการปวดดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการอักเสบของโครงสร้างต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณรอบกระดูกส้นเท้า (เช่น heel cord tendinitis, retrocalcaneal bursitis และ peroneal posterior tibial and flexor hallucis longus tendinitis) หรือจากโรคจำเพาะบางชนิด เช่น rheumatoid arthritis, ankylosing spondylitis, Reiter syndrome และ osteoarthritis เป็นต้น

สาเหตุของภาวะ Painful heel

อันที่จริง ต้นเหตุของอาการปวดบริเวณส้นเท้านี้ ก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอาจจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น

  • ความเสื่อมตามอายุ (Degenerative change) เนื่องจากในคนสูงอายุจะมีความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นในบริเวณฝ่าเท้าลดลง และยังมีปริมาณไขมันที่รองรับบริเวณอุ้งเท้าน้อยลงด้วย ทำให้ความสามารถในการแบกรับน้ำหนักของเส้นเอ็นที่เท้าลดลง และเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย
  • Windlass mechanism (ภาษาไทยคำว่า Windlass คือ เครื่องกว้าน หรือคันยก) ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงที่เราเขย่งเท้ายกส้นเท้าขึ้นสูง โดยเมื่อเราเริ่มเขย่งเท้าโดยใช้ปลายเท้าและจมูกเท้ายันพื้นเพื่อยกเท้า ก็จะเกิดแรงตึงที่บริเวณ plantar fascia ให้ดึงกระดูกส้นเท้าไว้ พร้อมกันกับที่เราใช้กล้ามเนื้อน่อง ยกส้นเท้าขึ้นลอยจากพื้น การที่เกิด Windlass mechanism ซ้ำ ๆ (เช่น การยืนเขย่งเท้า หรือใส่ส้นสูงหรือส้นเข็มสูง ๆ) ก็มีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเส้นเอ็นที่ฝ่าเท้าได้
  • การกดทับของเส้นประสาท (Entrapment ที่ first branch of the lateral plantar nerve) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการปวดบริเวณส้นเท้า เนื่องจากเมื่อมีการหนาตัวของเส้นเอ็นจากการอักเสบซ้ำ ๆ จนเริ่มกดเส้นประสาท ในกรณีนี้ ผู้ป่วยมักจะเจ็บทั้งบริเวณส้นเท้า และบริเวณที่เส้นประสาทผ่านด้วย (คือบริเวณระหว่างส้นเท้า (calcaneus bone) กับด้านหลังของตาตุ่มด้านใน (posterior part of medial malleolus)

ลักษณะอาการทางคลินิก

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอายุระหว่าง 40-70 ปี พบในผู้ป่วยชายมากกว่าหญิง และคนที่น้ำหนักตัวมาก ๆ ลักษณะอาการที่ผู้ป่วยอาจจะสังเกตได้ชัด คือ มีอาการมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอนหรือเมื่อหยุดใช้เท้า (เช่นนั่งเฉย ๆ) ไปแล้วระยะหนึ่ง และเมื่อเริ่มเดินไปสักระยะ อาการจะค่อย ๆ น้อยลง หลังจากนั้นเมื่อใช้งานเท้าข้างนั้นเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มปวดมากขึ้นอีก

เมื่อตรวจร่างกายจะพบมีจุดกดเจ็บบริเวณอุ้งเท้าส่วนที่ติดกับปุ่มของกระดูกส้นเท้า (ตามรูป) บางครั้งอาจจะพบลักษณะบวมแดงอักเสบได้ อาการปวดหรือกดเจ็บดังกล่าวนี้อาจจะคงอยู่นานเป็นหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

เมื่อตรวจ x-ray ของเท้า อาจพบมีการงอกของกระดูกบริเวณที่เอ็นฝ่าเท้ายึดติดอยู่ได้ (เรียกว่า heel spur) พบได้ประมาณ 50% ของผู้ป่วยทั้งหมด

หลักการรักษา

โดยทั่วไปการรักษาภาวะนี้มักไม่ต้องทำการผ่าตัด แต่เนื่องจากเป็นภาวะที่ทำให้มีอาการอยู่นานและหายช้า ดังนั้นสิ่งที่ควรปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอ จึงประกอบไปด้วย

  • ใส่แผ่นเสริมพื้นรองเท้า โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าและอุ้งเท้าให้สามารถรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้ดี
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องเขย่งเท้า ท่าทางการเดิน หรือการใส่รองเท้าส้นสูง

นอกเหนือจากนี้แล้ว ในระหว่างที่มีอาการปวดหรืออักเสบมาก ก็อาจพิจารณาใช้ยาบรรเทาการอักเสบ (Nonsteroid anti-inflammatory drug, NSAIDs) หรือใช้ local steroid injection ได้ แต่วิธีหลังนี้ไม่ค่อยแนะนำเนื่องจากการใช้ซ้ำ ๆ จะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เส้นเอ็นบางลงจนอาจเกิดการฉีกขาดได้

สำหรับการผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่มีอาการปวดมากอยู่นาน ใช้ยาหรือวิธีการต่าง ๆ แล้วไม่ดีขึ้น หรือตรวจพบว่าเป็นจากการกดทับของเส้นประสาท ก็จะทำการผ่าตัดแยกเส้นเอ็นที่กดอยู่ให้แยกออกจากกัน (plantar fascia release หรือ nerve release) ได้

 

ที่มา: G Andrew Murphy. Disorders of Tendons and Fascia. in: S. Terry Canale, James H. Beaty,  Canale & Beaty: Campbell’s Operative Orthopaedics, 11th ed. Copyright © 2008, by Mosby, an imprint of Elsevier Inc.)

Leave a Comment