18 Apr 2016
img-herbal

โรคเบาหวานภัยร้ายใกล้ตัว

ใครที่ไม่เป็นป่วยโรคเบาหวาน หรือไม่มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานคงจะไม่ค่อยรู้ซึ้งถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้น เนื่องจากคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างทั้งเรื่องอาหารการกิน อาหารบางอย่างที่เคยชอบกินก็ต้องลดหรืองดไป ต้องกินยาควบคุมระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ต้องออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ รวมถึงต้องไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อปรับยาตามระดับน้ำตาลและติดตามเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นเช่น จอประสาทตาเสื่อม แผลที่เท้า ภาวะไตวายจากเบาหวาน ทำให้หลายคนเกิดอาการเบื่อหน่ายและรู้สึกท้อกับความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ จะดีกว่าไหมถ้าเรามีความรู้และป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคเบาหวานก่อนวัยอันควร เพราะโรคเบาหวานบางกลุ่มสามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ด้วย

โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลที่มีอยู่ในกระแสเลือดไปใช้ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้มีน้ำตาลหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดมากเกินระดับปรกติ (โดยปรกติระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมในขณะที่งดอาหารไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรและน้ำตาลหลังจากรับประทานอาหารที่ 2 ชั่วโมงก็ไม่ควรเกิน 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) น้ำตาลส่วนที่เกินจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะทำให้ไตต้องทำงานหนักและในน้ำปัสสาวะที่มีน้ำตาลมากจะเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเชื้อโรค ทำให้เกิดอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้บ่อยเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ น้ำตาลที่สูงมากในเลือดก็มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวต่อสู้กับเชื้อโรคได้ลดลง ถ้าเป็นแผลจะติดเชื้อได้ง่ายและหายช้ากว่าคนปกติ

แล้วร่างกายมีอะไรเป็นตัวช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูง คำตอบก็คืออินซูลินที่ผลิตออกมาจากตับอ่อน  ซึ่งอินซูลินนี้เองจะเป็นตัวทำให้เซลล์ตับ กล้ามเนื้อ สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงจนเกินไป แต่คนที่เป็นโรคเบาหวานอาจจะมีความผิดปรกติเริ่มต้นที่ ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ  หรืออินซูลินที่มีไม่สามารถกระตุ้นให้กล้ามเนื้อ เซลล์ตับ ใช้น้ำตาลได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ในเลือดมีน้ำตาลเหลืออยู่มาก

อาการของโรคเบาหวานมีได้ตั้งแต่ ไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นเลย แต่ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลายครั้งมีค่าเกิน 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือมีอาการดังต่อไปนี้ กินเก่งมากขึ้น ผอม ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย บางรายเป็นแผลติดเชื้อหายยาก เป็นกระเพาะปัสสาวะหรือกวยไตอักเสบบ่อยๆ  ชาตามปลายมือปลายเท้า บางรายมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคไตวายเรื้อรัง

สาเหตุของโรคเบาหวานนั้นเราสามารถแบ่งออกกว้างๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายเป็น 4 กลุ่มคือ

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือโรคเบาหวานที่พึ่งอินซูลิน เป็นชนิดที่เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือเรียกว่าร่างกายขาดอินซูลิน พบบ่อยในคนอายุน้อยๆ และจะมาพบแพทย์ด้วยเรื่องภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด มีอาการหอบเหนื่อย ปัสสาวะออกมากจนมีอาการอ่อนเพลีย ความดันต่ำ
  2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือโรคบาหวานที่ไม่พึ่งอินซูลิน เป็นชนิดที่เกิดจากตับอ่อนยังพอมีสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอ หรือเกิดจากร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินที่มีอยู่ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่วนใหญ่แล้วเราจะพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ในคนที่อ้วน น้ำหนักเกิน ไม่ค่อยได้มีกิจวัตรประจำวันอะไรมาก แบบที่เรียกว่า กินๆ นั่งๆ นอนๆ  หรือคนที่ทำงานนั่งโต๊ะและขาดการออกกำลังกาย
  3. โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างหรือตามหลังการตั้งครรภ์ เบาหวานชนิดนี้เจอได้บ่อยขึ้นในมารดาที่ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน มีภาวะอ้วน หรือมีลูกแรกคลอดน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม เนื่องจากระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์จะสร้างฮอร์โมนบางชนิดที่มีผลทำให้การทำงานของอินซูลินลดลง
  4. โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นตามหลังจากโรคอื่นๆ หรือจากการใช้ยาบางชนิด เช่น การเป็นตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง(ทุกครั้งที่มีการอักเสบของตับอ่อน ตัวเซลล์ตับอ่อนจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ นานวันเข้าจะไม่เหลือเซลล์ตับอ่อนที่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงทำให้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน)  การใช้ยากลุ่มสเตอรอยด์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน พบได้ในผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าโรคพุ่มพวง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคพวกนี้ถึงจะมีการใช้ยาดังกล่าว แต่ถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์โอกาสเกิดเบาหวานก็จะน้อยมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือมีคนบางกลุ่มแอบนำสารสเตอรอยด์ไปผสมในยาลูกกลอน หรือขายในรูปของยาชุดที่แอบอ้างสรรพคุณช่วยให้หายปวด กินข้าวได้ รักษาโรคได้สารพัดสารพัน  แต่หารู้ไม่ว่าสารสเตอรอยด์มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเหตุให้เป็นโรคเบาหวานได้ด้วย นอกจากนี้สารสเตอรอยด์ยังทำให้กระดูกพรุน ต่อมหมวกไตหยุดทำงาน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

หลายท่านอาจสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการโรคเบาหวานหรือไม่ คำตอบคือเราสามารถประเมินได้ด้วยตนเองตามข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. มีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคเบาหวาน คนที่มีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคเบาหวานจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าคนที่ไม่มีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคเบาหวาน ญาติสายตรงในที่นี้หมายถึง พ่อ แม่  พี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน เช่นถ้าใครมีพ่อหรือแม่เป็นโรคเบาหวานก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนที่มีพ่อหรือแม่ไม่เป็นโรคเบาหวาน และยิ่งถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานหลายๆคน เช่น มีทั้ง พ่อ  แม่ พี่ หรือน้อง เป็นโรคเบาหวานก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าเลยทีเดียว
  2. มีภาวะอ้วนโดยเฉพาะอ้วนลงพุง คนกลุ่มนี้จะมีไขมันเกาะอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ไขมันพวกนี้มีความสามารถน้อยมากที่จะนำน้ำตาลไปใช้ ต่อให้มีอินซูลินมากเพียงใดแต่ก็ไร้ประโยชน์
  3. มีกิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ไม่ค่อยขยับร่างกาย นั่งๆนอนๆ หรือทำงานนั่งโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการขาดการออกำลังกายด้วยนะครับ ยิ่งมีพฤติกรรมที่มีความสุขกับการรับประทานของหวานด้วยแล้วยิ่งมีโอกาสมากขึ้น
  4. มีโรคประจำตัวเช่นความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง โรคกลุ่มนี้มักจะมาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน แต่ไม่ต้องกังวลจนมากเกินไป เพราะไม่จำเป็นเสมอไปว่าคนที่เป็นความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเส้นเลือดสูงจะต้องเป็นโรคเบาหวานกันทุกคน
  5. คนที่มีภาวะน้ำตาลสูงระหว่างตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดเกิน 4 กิโลกรัมขึ้นไป (โดยปกติแล้ว คนกลุ่มนี้หลังคลอดบุตรแพทย์จะนัดตรวจวัดระดับน้ำตาลซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เป็นโรคเบาหวาน หรือถ้าเป็นจะได้รีบให้การรักษา)
  6. คนที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป
  7. สุภาพสตรีที่มีอาการของโรคถุงน้ำในรังไข่ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Polycystic Ovary Syndrome ร่างกายจะตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

หากท่านมีความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นไม่ว่าจะเป็นข้อใดข้อหนึ่ง หรือมีหลายๆ ข้อควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อปี หรือเมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคเบาหวาน แต่สิ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือเรื่องพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวานได้แล้วครับ

Leave a Comment