06 Apr 2016
หลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน

โรคสมองแบบใดควรทำ MRI และโรคใดควรทำ CT scan

การทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT scan จัดได้ว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการนำมาช่วยเป็นเครื่องมือการวินิจฉัยโรคและติดตามการรักษาต่อไป

สมองก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่การทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT scan เข้ามาร่วมมีบทบาทในการวินิจฉัยโรคทางสมองต่างๆ ทั้งแบบเฉียบพลัน เช่นโรคหลอดเลือดในสมองแตก หรือแบบเรื้อรัง เช่นเนื้องอกในสมอง นอกจากนี้เครื่องมือทางรังสีวิทยาทั้งสองชนิดก็ยังมีส่วนช่วยในการติดตามการรักษาในโรคทางสมองด้วย ตัวอย่างคือ การติดตามขนาดของเนื้องอกในสมองภายหลังการฉายแสงเป็นต้น

แม้รูปแบบลักษณะของภาพอวัยวะและเนื้อเยื่อที่ถ่ายได้จากเครื่อง CT scan และเครื่อง MRI จะมีลักษณะที่ดูเผินๆแล้วไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก แต่เครื่องมือถ่ายภาพรังสีทั้งสองก็มีส่วนของหลักการและการนำไปใช้ที่แตกต่างกันค่อนข้างมากทีเดียวค่ะ

สำหรับเครื่องถ่ายภาพรังสีชนิด CT scan นั้นใช้หลักการของรังสี X ray ในการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการถ่ายภาพ X ray ทั่วไปแต่แตกต่างกับการทำ X ray ทั่วไปที่การทำ CT scan จะได้ภาพเป็นลักษณะ 3 มิติ ในขณะที่การถ่ายภาพแบบ X ray ดั้งเดิมนั้นจะได้ภาพ 2 มิติ ส่วนการทำ MRI นั้นจะใช้หลักการที่แตกต่างจากหลักการของภาพถ่ายรังสีที่กล่าวถึงสองชนิดแรก กล่าวคือ การทำ MRI จะใช้หลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการจัดเรียงโมเลกุลต่างๆและแปลผลออกมาเป็นภาพสามมิติค่ะ

โดยทั่วไปนั้น แพทย์จะเลือกทำ CT scan ของสมอง เมื่อสงสัยภาวะผิดปกติของสมองเฉียบพลันที่ต้องการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ก็เพราะการทำ CT scan สามารถทำได้ง่าย ใช้เวลาทำน้อยกว่า MRI หลายสิบเท่า และแทบทุกโรงพยาบาลขนาดกลางถึงใหญ่จะมีเครื่อง CT scan ในกรณีฉุกเฉินหรือเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ

สำหรับตัวอย่างของความผิดปกติของสมอง ที่แพทย์มักจะวินิจฉัยด้วยการทำ CT scan ก็เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง หรือเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง จากหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งผู้ป่วยมักมาด้วย อาการปวดหัว ซึม สับสน ชัก หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท ตัวอย่างเช่น มีอาการอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด เป็นต้นค่ะ นอกจากกรณีที่เกี่ยวกับหลอดเลือดในสมองแล้ว แพทย์อาจเลือกใช้ CT scan ในกรณีของผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะ เช่น ได้รับอุบัติเหตุการจราจรหัวกระแทกพื้นแล้วสลบเป็นต้น ซึ่งการทำ CT scan ก็จะสามารถช่วยให้แพทย์วางแผนการร้กษาในภาวะวิกฤติได้ เช่น การเตรียมการเพื่อผ่าตัดฉุกเฉินเป็นต้น

นอกเหนือจากสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น บางครั้งแพทย์อาจเลือกใช้การทำ CT scan เพื่อติดตามผลหลังการร้กษา เช่น ประเมิน CT scan หลังการผ่าตัดสมอง เป็นต้นค่ะ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งห้ามในการทำ MRI เช่น มีการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ หรือในกรณีที่ในโรงพยาบาลนั้นๆ ไม่สามารถเข้าถึงการทำ MRI ได้ แพทย์อาจพิจารณาทำ CT scan เพื่อประกอบการวินิจฉัยและประกอบแนวทางการรักษาของโรคอื่นๆ ก่อน เช่น โรคเนื้องอกในสมอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการทำ CT scan จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ความชัดเจนของการจำแนกเนื้อเยื่อของสมองและความผิดปกติบางชนิด อาจให้ภาพที่มีความคมชัดน้อยกว่าการทำ MRI โดยเฉพาะการใช้ CT scan เพื่อประเมินผลความผิดปกติของสมองน้อย หรือ cerebellum และในส่วนของก้านสมอง หรือ brain stem เนื่องจากเป็นบริเวณที่โครงสร้างมีขนาดเล็กและมีกระดูกะโหลกศีรษะที่บดบังทำให้เห็นภาพรังสีที่ไม่ชัดเจนได้ค่ะ

ในส่วนของการทำ MRI เพื่อใช้วินิจฉัยความผิดปกติของสมองนั้น แพทย์จะใช้การถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจในกรณีที่ไม่เร่งด่วนค่ะ เพราะการทำ MRI บริเวณสมองนั้นจะใช้เวลานานราวๆ ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป โดยระยะเวลาที่แน่นอนนั้นขึ้นกับชนิดและคุณลักษณะของเครื่องที่นำมาตรวจ และการทำ MRI ยังต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการนอนนิ่งๆ ตลอดระยะเวลาการทำอีกด้วย

แพทย์มักจะใช้การตรวจ MRI ในกรณี เช่น การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกในสมอง โดยเฉพาะเนื้องอกในสมองและกะโหลกศีรษะบริเวณสมองน้อยและก้านสมอง เพราะข้อจำกัดของ CT ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้แพทย์ยังนำ MRI มาใช้ในการวินิจฉัย ความผิดปกติอื่นของสมอง เช่น ภาวะสมองอักเสบจากสาเหตุต่างๆ โรคปลอกประสาทอักเสบ ซึ่งการทำ MRI จะสามารถจำแนกปลอกประสาทที่อักเสบและถูกทำลายได้ กรณีของการบาดเจ็บที่ศีรษะ ที่ภายหลังทำ CT แล้วไม่พบความผิดปกติ แต่ผู้ป่วยยังคงมีความผิดปกติทางระบบประสาทหรืออยู่ในภาวะไม่รู้สึกตัว การทำ MRI ก็อาจช่วยในการวินิจฉัยภาวะ Diffuse axonal injury หรือการฉีกขาดของแขนงประสาท ซึ่งจะพบเป็นลักษณะจุดเลือดออกขนาดเล็กในสมองค่ะ

โดยภาพรวมแล้ว การวินิจฉัยความผิดปกติทางสมองโดยการใช้ CT scan มีข้อดีคือ เข้าถึงง่าย ทำได้รวดเร็ว และราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับ MRI จึงมักถูกนำไปใชิในกรณีเร่งด่วน หรือในกรณีที่มีข้อจำกัดทางการทำMRI ไม่ว่าจะเป็นจากตัวผู้ป่วยหรือสถานพยาบาลเอง ในขณะที่การทำ MRI มีข้อดีคือสามารถจำแนกและแสดงภาพเนื้อเยื่อสมองได้ชัดเจนกว่า แต่ก็เป็นการตรวจที่ค่อนข้างยุ่งยากกว่ามาก ใช้เวลาในการตรวจมาก และเข้าถึงได้ยากกว่า จึงไมเหมาะที่จะนำมาใช้ในภาวะฉุกเฉิน แต่ด้วยความที่แสดงภาพได้ค่อนข้างชัดเจนกว่า จึงสามารถแสดงภาพเนื้องอกหรือการอักเสบในสมองได้ดีกว่าค่ะ

Leave a Comment