13 Apr 2016

สูงวัยอย่างมั่นใจ ห่างไกลข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดเข่า เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากให้กับผู้สูงอายุ เป็นเหตุให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข ในบางรายเป็นเหตุให้เกิดการหกล้มเนื่องจากไม่สามารถยืนและเดินได้อย่างมั่นคง บางรายเกิดข้อเข่าผิดรูปมาก ขาโก่ง ตลอดจนเกิดความพิการ ถึงแม้ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวไปไกลมากในเรื่องของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการรับประทานยา  การฉีดยาเข้าข้อเพื่อลดการอักเสบหรือเพิ่มน้ำไขข้อ จนถึงการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ก็ยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด  แต่ถ้าเราเข้าใจและรู้วิธีการช่วยชะลอความเสื่อมของข้อได้ เราก็จะมีข้อเข่าที่แข็งแรงและใช้งานได้ดี

ข้อเข่า หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า “เข่า” โครงสร้างประกอบไปด้วย ส่วนปลายของกระดูกต้นขา กระดูกสะบ้า และส่วนต้นของกระดูกขาท่อนล่าง ยึดด้วยเอ็นหลายชิ้นเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง  ภายในข้อมีน้ำไขข้อที่ช่วยเป็นตัวหล่อลื่นทำให้ผิวกระดูกทั้ง 3 ชิ้นไม่มาเสียดสีกัน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น น้ำไขข้อก็เปรียบคล้ายกับน้ำมันหล่อลื่นที่เราต้องหยอดตามข้อต่อของเครื่องยนต์ที่จะลดการเสียดสีและลดการสึกหลอของข้อต่อ นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนผิวข้อที่เคลือบอยู่ที่ส่วนปลายของแต่ละด้านเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง   แต่เมื่ออายุมากขึ้นและการใช้งานที่มากเกินไปจะทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมลง ถูกทำลายจนเกิดอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

Blausen_0597_KneeAnatomy_Side

กายวิภาคของข้อเข่า
(ภาพจาก Wikimedia: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Blausen_0597_KneeAnatomy_Side.png)

โรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ อาการของโรคเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ การลดลงของน้ำไขข้อ เกิดการเสียสีกันของกระดูกเวลาใช้งาน มีชิ้นส่วนของกระดุกอ่อนที่หลุดลอกเข้าไปอยู่ในข้อ มีอาการงอกของกระดูกบริเวณข้อ

อาการของโรคข้อเสื่อมมีได้หลายรูปแบบดังต่อไปนี้

  • อาการปวด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณข้อเข่า มีลักษณะปวดตื้นๆ บริเวณข้อ อาการปวดไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจน ส่วนใหญ่อาการปวดจะเป็นเรื้อรัง ค่อยๆปวดมากขึ้นเรื่อยๆ และจะมีอาการปวดมากเมื่อมีการใช้งานเช่น เดินหรือยืนนานๆ, การลงน้ำหนักบนข้อ, การนั่งพับเพียบ การนั่งยองๆ เป็นต้น อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการพักการใช้งาน หรืออยู่ในท่าสบายเช่นการนั่งเหยียดขา ในรายที่โรคเป็นมากจะมีอาการปวดมากทั้งในขณะใช้งานและขณะพัก ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการตึงบริเวณขาพับได้
  • อาการข้อฝืด หรือข้อหนืด มีการขยับและเคลื่อนไหวข้อที่ลำบาก อาการมักเป็นมากในตอนเช้าหรือเกิดหลังจากมีการพักข้อเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่อาการข้อฝืดมักเป็นนานไม่เกิน 30 นาทีหลังจากการใช้งาน
  • อาการข้อบวม จะพบลักษณะข้อที่โตขึ้นจากเดิม ซึ่งเกิดจากการมีน้ำไขข้อที่เพิ่มมากขึ้นจากการอักเสบ แต่เป็นน้ำไขข้อที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรืออาการข้อบวมโตอาจเกิดจากการงอกโปนของกระดูกบริเวณข้อเวลาคลำรอบๆข้อจะรู้สึกแข็ง บางรายมีเยื่อหุ้มข้อหนาตัวขึ้นด้วย
  • ข้ออุ่น ผิวหนังบริเวณข้อดูแดงขึ้นกว่าปกติ
  • มีข้อผิดรูป เราจะพบเห็นเป็นลักษณะของขาโก่งคือข้อเข่าแยกห่างออกจากกันเวลายืน หรือ เข่าฉิ่งคือเข่าเข้ามาชิดกันปลายเท้าบิดชี้ออก เนื่องจากผิวบริเวณข้อเข่าสึกหลอไม่เท่ากัน
  • มีการสูญเสียการเคลื่อนไหว ผู้ป่วยจะเดินค่อยไม่สะดวก ไม่มีความมั่นคงในการทรงตัวเนื่องมาจากกล้ามเนื้อและเอ็นที่ยึดกระดูกบริเวณเข่าขาดความแข็งแรง
  • มีเสียงในข้อขณะเคลื่อนไหว มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่าขณะใช้งาน บางรายจะรู้สึกได้ถึงการกระทบกันของกระดูก

การดูแลและป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมสามารถแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆคือ

  • การป้องกันหรือการชะลอการเสื่อมของข้อเข่า
    • การรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าและขา
    • การรักษาโดยการใช้ยา ได้แก่การให้ยาลดอาการปวดที่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเช่นยา พาราเซตามอล ยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีน ยาลดอาการปวดที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมียาที่สามารถฉีดเข้าข้อเพื่อการลดอาการอาการอักเสบ หรือยาฉีดเข่าข้อเพื่อเพิ่มน้ำไขข้อ แต่การฉีดยาเข้าข้อควรทำโดยแพทย์นะครับไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดข้ออักเสบติดเชื้อตามมาได้
  • การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า จะพิจารณาทำเมื่อผ่านการรักษาด้วยต่างๆข้างต้นแล้วไม่ได้ผล

สำหรับบทความนี้จะขอเน้นในเรื่องการป้องกันและการรักษาด้วยการไม่ใช้ยาเป็นหลัก  เพราะเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้แล้วนำกลับไปฝึกทำเองได้ที่บ้านและไม่มีค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองอีกด้วย

 

การป้องกันและการชะลอการเสื่อมของข้อมีหลากหลายวิธีได้แก่

  1. การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน หรืออยู่ในภาวะอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดข้อเสื่อมมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ การลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัวขณะที่มีอาการปวดข้อ จะสามารถช่วยลดอาการปวดข้อได้
  2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่นการนั่งพับเพียบหรือนั่งยองๆ ถ้าจำเป็นต้องนั่งเป็นนานๆ หรือเวลาปวดเข่าไม่ควรฟืนที่จะนั่งในท่าที่ก่อให้เกิดอาการปวด แต่ควรนั่งบนเก้าอี้เพื่อลดการอาการปวด งดการออกกำลังกายในท่ากระโดนหรือวิ่งเพราะเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่าเป็นอย่างมาก
  3. การบริหารกล้ามเนื้อขาอยู่เป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง, มั่นคงในเวลาใช้งาน และเป็นการป้องกันข้อยึดติด
  4. จัดหาเครื่องช่วยพยุงเวลาเดินเช่น ไม้เท้า
  5. ออกกำลังกายหรือกิจกรรมบำบัดภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเช่น ธาราบำบัด จะช่วยเสริมความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อ ลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อ
  6. ปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวันและสภาพแวดล้อมเช่น ลดการขึ้นลงบันไดหลายรอบในแต่ละวัน, ปรับเปลี่ยนบริเวณบ้านเช่นลดการมีพื้นต่างระดับ การมีราวจับเพื่อเพิ่มความมั่นคง การเพิ่มแสงไฟส่องสว่าง จะช่วยลดอุบัติเหตุสำหรับผู้ป่วยสูงอายุได้

ถ้าเราใช้งานและบริหารข้อเข่าอย่างถูกวิธีอยู่เป็นประจำ เราก็จะมีข้อเข่าไว้ใช้งานได้นานและไม่ทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรด้วยนะครับ

Leave a Comment