06 Apr 2016
img-focus-ultrasound

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มีการกระจายไปยังกระดูกด้วย MRI-guided focused ultrasound

นพ.สันติ สิลัยรัตน์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีแนวโน้มที่จะกระจายจากจุดเริ่มต้นโรคไปยังอวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกาย ได้แก่ ปอด ตับ สมอง กระดูก และอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งสำหรับการกระจายของโรคมายังกระดูก มักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดที่รุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษา ซึ่งในแง่ของการรักษานั้นจะมีความแตกต่างและจำเพาะกว่าการกระจายไปยังบริเวณอื่นคือ สำหรับในอวัยวะอื่น ๆ การรักษาหลักคือการให้ยาเคมีบำบัด แต่สำหรับการกระจายที่กระดูก การใช้ยาเคมีบำบัดอย่างเดียวมักจะไม่เพียงพอและจำเป็นต้องอาศัยวิธีการรักษาแบบอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยเช่น การฉายแสง (Radiotherapy) หรือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเฉพาะจุด (focused ultrasound) เป็นต้น

การรักษาด้วยการใช้คลื่นความถี่สูงเฉพาะจุดหรือ high-intensity focused ultrasound นั้น เป็นการใช้คลื่นเสียงผ่านลงไปในเนื้อเยื่อและกระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนและเกิดความร้อนมากพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำเอาการตรวจ MRI เข้ามาร่วมในกระบวนการรักษาด้วย เรียกว่า MRI-guided focused ultrasound ซึ่งเป็นการตรวจ MRI เพื่อระบุตำแหน่งและติดตามดูในขณะที่ให้การรักษาด้วยคลื่นเสียงในเวลาเดียวกัน เนื่องจากการตรวจ MRI นั้นมีข้อดีคือสามารถแยะแยะความแตกต่างของเนื้อเยื้อได้โดยอาศัยความแตกต่างของอุณหภูมิภายในเนื้อเยื่อ ตั้งแต่เนื้อเยื่อมะเร็งก่อนการรักษา เมื่อได้รับคลื่นเสียงจนเริ่มเกิดความร้อน จนถึงเมื่อเซลล์ถูกทำลายลงแล้วด้วย เมื่อนำเอาเทคนิค MRI เข้ามาใช้ร่วมกันกับการรักษา high-intensity focused ultrasound ก็จะช่วยทำให้ระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ให้การรักษาและติดตามดูจนมั่นใจว่าคลื่นเสียงที่ใช้นั้นมากพอจนทำให้เนื้อเยื่อมะเร็งถูกทำลาย และไม่ส่งผลกระทบกับเนื้อเยื่อปกติอื่น ๆ ที่อยู่ข้างเคียง

ผู้ป่วยกลุ่มใดบ้างที่เหมาะจะได้รับการรักษาด้วย MRI-guided focused ultrasound? ผู้ป่วยโรคมะเร็งของกระดูกเช่น multiple myeloma หรือมะเร็งของอวัยวะอื่นที่มีการกระจายเข้ามาในกระดูก (metastatic bone disease) ที่มีอาการปวดกระดูก สามารถรับการรักษาด้วยวิธีนี้เพื่อลดอาการปวด และช่วยลดขนาดของเนื้อเยื่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงแล้วแต่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ดีพอ หรือได้รับการฉายแสงไปจนครบและไม่สามารถให้การรักษาเพิ่มได้เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ก็สามารถเลือกใช้การรักษาด้วยวิธีนี้ได้

ทั้งนี้จะต้องมีการเลือกลักษณะของโรคที่เหมาะสมสำหรับการรักษาด้วย ได้แก่

  • รอยโรคที่จะรักษาอยู่ในบริเวณซี่โครง กระดูกหน้าอก กระดูกแขนขา (ไม่รวมในข้อ) กระดูกเชิงกราน หัวไหล่ และกระดูกสันหลังส่วนเอวและเชิงกราน
  • สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจ MRI หรือ CT scan
  • รอยโรคที่จะรักษาจะต้องไม่ถูกบดบังด้วยอวัยวะที่อยู่ตื้นขึ้นไปเช่น ผิวหนังที่มีรอยแผลเป็นหนา กระดูกส่วนที่ไม่ได้เป็นโรค หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ
  • รอยโรคจะต้องอยู่ลึกลงไปอย่างน้อย 10 มม.​จากผิวหนัง

ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีข้อห้ามสำหรับการตรวจด้วย MRI รอยโรคอยู่ตื้นเกินไปหรือมีผิวหนังหรืออวัยวะมาบังแนวคลื่นเสียง และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักจากการกระจายของโรค

โดยทั่วไปแล้วการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ แต่อาจมีการให้ยาบรรเทาปวด ยาชาเฉพาะที่หรือยาชาฉีดเข้าทางสันหลังก็ได้ และผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่ให้การรักษาแล้วจะมีติดตามดูการตอบสนองต่อการรักษาคืออาการปวดกระดูกว่าลดลงหรือไม่ และการตรวจ MRI เพื่อติดตามดูการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ๆ (เช่นทุกเดือน หรือเดือนที่ 1, 3, 6, และ 12 แล้วแต่กรณี) เพื่อติดตามดูว่าการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งในกระดูก

ด้วยวิธีการรักษาแบบใหม่นี้ จะช่วยทำให้ผู้ป่วยที่แม้จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในระยะแพร่กระจาย ก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดในกระดูก และสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปได้

Leave a Comment